English  
>
>    ปราสาทต่างๆ
 
  • ปราสาทต่างๆ
 
 
 

        

                   ปราสาทต่างๆ

            ปราสาทหินบ้านพลวง
 


            
ที่ตั้ง
  
            บ้านพลวง ต.บ้านพลวง อ.ปราสาท จ.สุรินทร์ ห่างจาก ที่ว่าการอำเภอ 4 กิโลเมตร ตามถนนสายสุรินทร์ - ปราสาท - ช่องจอม (ทางหลวงหมายเลข 214) มีทางแยกซ้ายมือเข้าไปอีก 900 เมตร ตรงกิโลเมตรที่ 34-35

            ลักษณะปราสาท
            
ปราสาทบ้านพลวงได้รับการขุดแต่งบูรณะเมื่อปี พ.ศ.2515 โดยวิธีอนัสติโลซิส คือ การรื้อตัวปราสาทลง เสริมความมั่นคง และประกอบขึ้นใหม่ ดังเดิม ลักษณะของปราสาทหินองค์นี้ เป็นปรางค์องค์เดียวตั้งอยู่บนฐานศิลาแลงขนาดใหญ่รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า หันหน้าไปทางทิศตะวันออก มีประตูทางเข้าอยู่ด้านหน้าเพียงด้านเดียว ส่วนด้านอื่นอีก 3 ด้านทำเป็นประตูหลอก องค์ปรางค์ก่อด้วยศิลาแลง หินทราย และมีอิฐเป็นวัสดุร่วมก่อสร้าง

            
ในส่วนบนของปราสาทโบราณสถานแห่งนี้ เป็นรูปสี่เหลี่ยมย่อมุม จำหลักลายงดงามมาก แต่องค์ปรางค์เหลือเพียงครึ่งเดียว ส่วนยอดหักหายไป มีคูน้ำเป็นรูปตัวยูล้อมรอบ ถัดจากคูน้ำเป็นบาราย (สระน้ำขนาดใหญ่) ที่เห็นเป็นคันดิน เดิมคงเป็นที่ตั้งของแหล่งชุมชนมาก่อน บริเวณรอบองค์ปราสาทได้รับการตกแต่งไว้อย่าง สวยงาม

            
ลักษณะของทับหลังที่พบส่วนมากสลักเป็นรูปพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ อยู่ภายในซุ้ม เหนือหน้ากาล แลบลิ้นออกมา เป็นรูปสามเหลี่ยม มีแขน 2 แขน กำลังยึดท่อนพวงมาลัยที่คายออกมาจากปาก ซึ่งอยู่ทางด้านทิศตะวันออกและทางด้านทิศใต้ ส่วนทางด้านทิศเหนื่อ สลักเป็นรูปพระกฤษณะฆ่านาค 

            
สันนิษฐานได้ว่า ปราสาทแห่งนี้คงสร้างขึ้นสำหรับพระอินทร์ นอกจากนี้ช่างมักสลักเป็นรูปสัตว์เรียงกันเป็นแนว เช่น ช้าง กระรอก หมู ลิงและวัว อยู่บนทับหลัง

            
สำหรับหน้าบันด้านทิศตะวันออก สลักเป็นรูปพระกฤษณะยกภูเขาโควรรธนะ และเช่นเดียวกัน จะมีรูปสลักเป็นรูปสัตว์เล็กๆ นอกกรอบหน้าบัน อันน่าจะแสดงถึง ความอุดมสมบูรณ์ เพราะมีแหล่งน้ำต่างๆ อยู่มาก

            ที่ผนังด้านหน้ามีรูปทวารบาลยืนกุมกระบองอยู่ข้างละ 1 คน ลักษณะของปราสาทหินองค์นี้คล้ายกับปรางค์น้อยบนเขาพนมรุ้ง ลวดลายเป็นลักษณะศิลปะขอมแบบบาปวน กำหนดอายุได้ว่าอยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ 16-17

            
จากลักษณะของฐานรูปสี่เหลี่มผืนผ้าขนาดใหญ่ มีพื้นที่ทางด้านข้างขององค์ปรางค์เหลืออยู่มาก ทำให้สันนิษฐานว่าแผนผังที่แท้จริง ของปราสาทแห่งนี้ น่าจะประกอบด้วย ปรางค์ 3 องค์ สร้างเรียงกัน แต่อาจจะยังสร้างไม่เสร็จตามผัง หรืออาจถูกรื้อออกไป อย่างใดอย่างหนึ่งก็เป็นได้

............................................................................................................................

 
            ปราสาทศีขรภูมิ หรือ ปราสาทระแงง
 


            ที่ตั้ง    
            บ้านปราสาท ต.ระแงง อ.ศีขรภูมิ ห่างจากที่ว่าการอำเภอไปทางทิศตะวันออก ประมาณ 800 เมตร

            ลักษณะปราสาท
            
สร้างสมัยบาปวน เมื่อประมาณ พ.ศ. 1550-1650  เช่นเดียวกับปราสาทบ้านพลวงในรัชกาลพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1  ลักษณะเป็นปรางค์ก่อด้วยอิฐ 5 องค์ ตั้งอยู่บนฐานเดียวกัน ฐานก่อด้วยศิลาแลง ปรางค์องค์กลางสูงประมาณ 32 เมตร มีลวดลายสลักหินตามเสาทวารา และทับหลังงดงามมาก มีสระสี่เหลี่ยม อยู่ใกล้ปราสาทนี้ เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจ ที่สวยงามของจังหวัดแห่งหนึ่

............................................................................................................................

 
            ปราสาทภูมิโปน
 


            ที่ตั้ง              

            บ้านภูมิโปน ต.ดม อ.สังขะ จ.สุรินทร   จากจังหวัดสุรินทร์ ใช้ทางหลวงหมายเลข 2077 (สุรินทร์ - สังขะ) ระยะทาง 49 กิโลเมตร จากแยกอำเภอสังขะ เข้าทางหลวง หมายเลข 2124 (สังขะ - บัวเขด) ตรงต่อไปจนถึงชุมชนบ้านภูมิโปน ระยะทางอีก 10 กิโลเมตร จะเห็นปราสาทตั้งอยู่ริมถนนด้านซ้ายมือ

            ลักษณะปราสาท
            
ปราสาทภูมิโปน ประกอบด้วย โบราณสถาน 4 หลัง คือ ปราสาทก่ออิฐ 3 หลัง และศิลาแลง 1 หลัง มีอายุการก่อสร้าง อย่างน้อย 2 สมัย ปราสาทก่ออิฐหลังใหญ่ และหลังทางทิศเหนือสุด นับเป็นปราสาทแบบศิลปะเขมรที่มีอายุเก่าที่สุดในประเทศไทย คือราวพุทธศตวรรษที่ 13

            ส่วนปราสาทอิฐหลังเล็กที่ตั้งตรงกลาง และปราสาทที่มีฐานศิลาแลงด้านทิศใต้นั้น สร้างขึ้นในสมัยหลังปราสาทภูมิโปน คงจะสร้างขึ้นเป็นศาสนสถาน ในศาสนาฮินดู ไศวนิกาย เช่นเดียวกับศาสนสถานอื่นๆ ในรุ่นเดียวกัน แม้จะไม่พบรูปเคารพซึ่งควรจะเป็นศิวลึงค์อยู่ภายในองค์ปรางค์
แต่ที่ปรางค์องค์ใหญ่ยังมีท่อโสมสูตร คือ ท่อน้ำมนต์ ที่ต่อออกมาจากแท่นฐานรูปเคารพในห้องกลางติดอยู่ที่ผนังในระดับพื้นห้อง

............................................................................................................................

 
            ปราสาทตาเมือน
 


            ที่ตั้ง    
            
อยู่ทางทิศใต้ห่างจากบ้านตาเมียง ต.ตาเมียง กิ่ง อ. พนมดงรัก จ.สุรินทร์ ประมาณ 12 กิโลเมตร ติดเขตระหว่างประเทศไทยกับประเทศกัมพูชา

            ลักษณะปราสาท
            
เป็นปราสาทหิน 3 หลัง ตั้งอยู่บริเวณใกล้เคียงกัน สันนิฐานว่าก่อสร้างขึ้นประมาณพุทธศตวรรษที่ 16

            
หลังแรก คือ ปราสาทตาเมือนหรือปราสาทบายกรีม เป็นธรรมศาลาหรือที่พักของคนเดินทาง 

            
หลังที่ 2 เป็นปราสาทตาเมือนโต๊จ (โต๊จแปลว่า เล็ก) เป็นอโรคยาศาลาหรือสถานที่รักษาพยาบาลผู้ป่วยในสมัยโบราณ มีปรางค์ประธาน รูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส มีมุขยื่นทางด้านหน้า ก่อด้วยศิลาแลงและหินทรายล้อมรอบด้วยกำแพงศิลาแลง มีซุ้มประตูทางด้านหน้า เป็นปราสาทที่เก่าแก่ที่สุด ในกลุ่มปราสาทตาเมือน

            
หลังที่ 3 คือ ปราสาทเมือนธม ตั้งอยู่บนแนวเขาบรรทัด ประกอบด้วยปรางค์ 3 องค์วิหาร 2 หลัง ในระเบียงคตหินทรายล้อมรอบ มีประตู 4 ด้าน ด้านใต้เป็นบันไดหินทางขึ้นลง

            
สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นตามลัทธิความเชื่อทางศาสนาพราหมณ์ เนื่องจากความใหญ่โตของปราสาทหิน ทุกเหลี่ยมของปรางค์ สลักเป็นลายดอกไม้ ตอนล่างสลักเป็นเทวรูปยืน ลวดลายงดงามตระการตา ตั้งอยู่ท่ามกลางแมกไม้ ร่มครื้ม ริมชายแดนต่างประเทศ

............................................................................................................................

 
            ปราสาทยายเหงา
 


            ที่ตั้ง 
            
บ้านสังขะ ต.สังขะ อ.สังขะ ห่างจากที่ว่าการอำเภอไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ประมาณ 4 กิโลเมตร อยู่ริมถนน สายโชคชัย - เดชอุดม (ทางหลวงหมายเลข 24) ระหว่างหลักกิโลเมตรที่ 189-190 จะมีป้ายบอกทาง จากถนนใหญ่เข้าไป เป็นทางลูกรัง ปนทรายประมาณ 800 เมตร

            ลักษณะปราสาท 
            
ปราสาทยายเหงา เป็นศาสนสถาน แบบขอม ที่ประกอบด้วยปรางค์ 2 องค์ ตั้งอยู่เรียงกันในแนวทิศเหนือ-ใต้ หันหน้าไปทางทิศตะวันออก องค์ปรางค์ก่อด้วยอิฐ ตั้งอยู่บนฐานศิลาแลง มีการแกะสลักอิฐเป็นลวดลาย เช่น ที่กรอบหน้าบันเป็นรูปมกร (สัตว์ผสม ระหว่างสิงห์ ช้าง และปลา) คาบนาค 5 เศียร

            จากลักษณะ แผนผังของอาคาร ปราสาทยายเหงา น่าจะประกอบด้วย ปรางค์ 3 องค์ ตั้งเรียงกัน แต่ปัจจุบันเหลือเพียง 2 องค์เท่านั้น ภายในบริเวณปราสาท พบกลีบขนุนยอดปรางค์ เสาประดับกรอบประตู ฯลฯ แกะสลักจากหินทรายจัดแสดงไว้อย่างเป็นระเบียบบริเวณด้านหน้าปราสาท

............................................................................................................................

 
            ปราสาทจอมพระ
 


            ที่ตั้ง    

            หมู่ที่ 4 ต.จอมพระ อ.จอมพระ จ.สุรินทร์

            ลักษณะปราสาท    
            
ปราสาทก่อด้วยศิลาแลง ประกอบด้วยปรางค์วิหารและกำแพง      ปราสาทแห่งนี้อยู่ในบริเวณวัดปราสาทจอมพระ      

............................................................................................................................

 
            ปราสาทตระเปียงเตีย
 


            ที่ตั้ง     

            ตั้งอยู่หมู่ที่ 5 ต.โชคเหนือ อ.ลำดวน จ.สุรินทร์

            ลักษณะปราสาท     
            เป็นรูปสี่เหลี่ยม มียอดปราสาท 4 ยอด เป็นรูปบัวตูม ตัวปราสาทก่อด้วยอิฐ ลักษณะการก่อสร้าง เป็นสถาปัตยกรรมแบบลาว สร้างในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย           

............................................................................................................................

 
            ปราสาทบ้านไพล

       
            ที่ตั้ง 
            อยู่ที่บ้านปราสาท ต.เชื้อเพลิง อ.ปราสาท จ.สุรินทร์ ห่างจากที่ว่าการอำเภอไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ 10 กิโลเมตร

            ลักษณะปราสาท
            ตัวปราสาทมีลักษณะเป็นปรางค์ 3 องค์ สร้างด้วยอิฐขัดตั้งเรียงเป็นแนวเดียวกันปราสาทบ้านไพล เป็นศาสนสถานแบบศิลปะขอม ที่สร้างถวายแด่พระอิศวร เทพสูงสุดของศาสนาพราหมณ์ประกอบด้วยประสาทอิฐ 3 หลัง ตั้งอยู่บนฐานหินแลงอันเดียวกันมีคูน้ำ ล้อมรอบ ยกเว้นทางเข้าด้านทิศตะวันออก แม้ว่าศิวลึงค์และทับหลังบางส่วนจะหายไป แต่จากเศษทับหลังที่เก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑ สถานแห่งชาติพิมาย ทำให้เราทราบว่า ปราสาทหลังนี้คงสร้างขึ้นราวพุทธศตวรรษที่ 16

............................................................................................................................


            
นอกจากปราสาทสำคัญๆ ที่ได้กล่าวมาแล้ว  ในพื้นที่เมืองสุรินทร์ก็ยังมีปราสาทหินขนาดเล็กอีกหลายแห่งกระจายกันอยู่ทั่วไปกว่า 30 แห่ง แต่ปราสาทบางแห่งก็ถูกทำลายไปแล้ว ส่วนที่หลงเหลืออยู่และยังมีความสมบูรณ์ก็ยังมีให้เห็นอีกมาก ดังที่ได้ยกตัวอย่างมาให้เห็นในเบื้องต้นจากหลักฐานเหล่านี้ นักประวัติศาสตร์และนักโบราณคดีได้สันนิษฐานว่า บริเวณดินแดนเมืองสุรินทร์จึงน่าจะเคยเป็นเมืองสำคัญมาก่อน หรือหากจะนับย้อนหลังขึ้นไปอีกเป็นเวลาสองพันปีในสมัยพี่พวกละว้ามีอำนาจปกครองอาณาจักรฟูนันน่าจะมีการสร้างเป็นชุมชนขึ้นมา ครั้นต่อมาหลังจากพวกละว้าเสื่อมอำนาจลงขอมจึงได้เข้ามามีอำนาจแทนและตั้งอาณาจักรเจนละขึ้น ซึ่งมีศูนย์กลางอาณาจักรอยู่ที่เมืองอีสานปุระ จึงทำให้พวกละว้าถอยร่นขึ้นไปทางเหนือและปล่อยให้ดินแดนส่วนนี้รกร้างกลายเป็นป่าดงอยู่นาน

            เมื่อขอมแผ่อิทธิพลและมีอำนาจมากชึ้น จึงได้แบ่งการปกครองออกเป็น 3 ภาค และตั้งเมืองศูนย์กลางการปกครองขึ้นเป็น 3 เมือง คือ เมืองละโว้ (ลพบุรี) เมืองพิมาย และเมืองสกลนคร แต่ละเมืองจึงมีฐานะเป็นเมืองประเทศราชขึ้นตรงต่อศูนย์กลางของอาณาจักร คือ นครวัดตลอดมา และถือเอาดินแดนที่เป็นเมืองสุรินทร์เป็นเมืองหน้าด่านใหญ่ ซึ่งขอมมีราชธานีที่สำคัญอยู่ที่ทางด้านใต้ของเทือกเขาใหญ่พนมดงรัก คือ ดินแดนประเทศเขมรในปัจจุบัน หลักฐานทางโบราณคดีที่ปรากฏมาจนทุกวันนี้ คือ ซากคันดินกำแพงเมืองและคูน้ำโบราณทีล้อมรอบเมือง มีลักษณะเป็น 2 ชั้น ของเมืองสุรินทร์ในปัจจุบัน

            นอกจากนี้ยังมีเมืองหน้าด่านเล็กๆ ที่รองลงไป เช่น บ้านเมืองลิง อยู่ในเขตอำเภอจอมพระ บ้านประปืด อยู่ในเขตกิ่งอำเภอเขวาสินรินทร์ บ้านแสลงพัน อยู่ในเขตตำบลแกใหญ่ บ้านสลักได อำเภอเมืองสุรินทร์ ซึ่งในปัจจุบันบ้านทั้ง 4 แห่งนี้ยังปรากฏร่องรอยของซากกำแพงเมืองเก่าให้เห็นอยู่ โดยเฉพาะที่บ้านประปืดในเขตกิ่งอำเภอเขวาสินรินทร์ มีกำแพงคันดินและคูเมือง 2 ชั้น มีสภาพที่สมบูรณ์กว่าแห่งอื่นๆ ในปัจจุบัน

            ปลายพุทธศตวรรษที่ 17 ขอมได้เสื่อมอำนาจลง ในขณะที่อาณาจักรสุโขทัย เริ่มมีบทบาทและมีอำนาจมาขึ้นตามลำดับสามารถเข้าครอบครองดินแดนส่วนต่างๆ ในแถบนี้ไว้ได้ จนขอมต้องถอยร่นข้ามเทือกเขาพนมดงรักกลับลงไปสู่ดินแดนกัมพูชา และคงทิ้งร่องรอยแห่งอารยธรรมขอมเอาไว้บนแผ่นดินแถบนี้มากมายดังปรากฏมาจนทุกวันนี้

            อย่างไรก็ตาม ในช่วงสมัยสุโขทัยเรืองอำนาจมาจนถึงยุคกรุงศรีอยุธยา ดินแดนส่วนนี้ก็ยังถูกทิ้งให้อยู่อย่างรกร้างกลายเป็นเขตป่าดงที่ตกสำรวจ และเป็นที่อยู่อาศัยของพวกชาวพื้นเมืองที่มีอาชีพหาของป่าและจับช้างป่ามาเลี้ยงจนกลายมาเป็นตำนานการสร้างเมืองสุรินทร์มากระทั่งทุกวันนี้















































































































































































































______________________________________________________________________________________________________________________________
© Copyright 2007    All rights reserved by Suanpa Resort